Home ความรู้ในการพัฒนาวิชาชีพทนายความ ขับรถมาด้วยความเร็วสูงแล้วเสียหลักขวางถนน ถือว่าประมาทหรือไม่

ขับรถมาด้วยความเร็วสูงแล้วเสียหลักขวางถนน ถือว่าประมาทหรือไม่

29
0

ขับรถมาด้วยความเร็วสูงแล้วเสียหลักขวางถนน ถือว่าประมาทหรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 386/2544

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์รับประกันภัยรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน พ-4659 สงขลา จากนายดอกบัวบิลล่าเต๊ะ มีอายุสัญญา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2536 ถึง 1 ตุลาคม 2537และโจทก์ยังรับประกันภัยรถคันดังกล่าวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และเป็นผู้ขับรถยนต์เทรลเลอร์ หมายเลขทะเบียน 1 ล-0301 กรุงเทพมหานครจำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลสังกัดกระทรวงคมนาคม และเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์เทรลเลอร์ และเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นผู้รับช่วงสิทธิจากผู้เสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 302,730 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

 

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

 

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

 

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน283,980 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

 

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

 

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

 

จำเลยที่ 2 ฎีกา

 

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า เหตุที่รถยนต์ทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน นายมะเดื่อผู้ตายมีส่วนร่วมประมาทด้วยหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่าเหตุที่เกิดขึ้นเนื่องจากผู้ตายขับรถมาด้วยความเร็วสูง ไม่ใช้ความเร็วให้สมควรกับสภาพแวดล้อมในขณะนั้น ซึ่งมีสภาพเป็นทางขึ้นเนิน และมีฝนตกถนนลื่น จึงหยุดรถไม่ทันเป็นเหตุให้รถเฉี่ยวชนกัน ซึ่งผู้ตายมีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย เห็นว่า ตามแผนที่เกิดเหตุในสำนวนการสอบสวนเอกสารหมาย จ.7 รถยนต์ทั้งสองคันจอดอยู่ขอบไหล่ทางของช่องทางเดินรถที่วิ่งสวนทางกับรถที่จำเลยที่ 1ขับซึ่งมีความกว้างประมาณ 3 เมตร แม้ในสภาพแวดล้อม ขณะนั้นผู้ตายจะขับรถด้วยความเร็ว 70-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็ตาม หากรถที่จำเลยที่ 1ขับไม่เสียหลักมาขวางถนนในช่องทางเดินรถของผู้ตายในระยะกระชั้นชิดเหตุเฉี่ยวชนคงจะไม่เกิดขึ้นดังปรากฏตามแผนที่เกิดเหตุดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าผู้ตายขับรถด้วยความระมัดระวังอย่างดีแล้วและได้พยายามหักหลบไปทางซ้าย แต่ไม่สามารถหลบได้พ้นรถเทรลเลอร์ที่จำเลยที่ 1 ขับพร้อมส่วนพ่วงมีความยาวทั้งหมด 11 ถึง 12 เมตร มีน้ำหนักมาก ทั้งสภาพเป็นทางขึ้นเนิน หากจำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วประมาณ 30 ถึง 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อาจจะไม่สามารถขึ้นเนินได้ เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถมาด้วยความเร็วสูง เมื่อห้ามล้อกะทันหันจึงเสียหลักขวางถนนเข้าไปในช่องทางเดินรถของผู้ตาย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเหตุที่รถยนต์ทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 แต่เพียงฝ่ายเดียว ผู้ตายมิได้มีส่วนร่วมประมาทด้วยตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

 

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายมีว่าค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดมีเพียงใด ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าผู้ตายมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วย การพิจารณาค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องร่วมกันรับผิดต้องลดลงตามส่วนแห่งความประมาทของผู้ตายนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยมา ความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 แต่เพียงฝ่ายเดียว โดยผู้ตายมิได้ประมาทร่วมด้วย จึงไม่ทำให้ค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต้องลดลงตามส่วนเฉลี่ยของความประมาทของผู้ตายตามที่จำเลยที่ 2ฎีกาแต่ประการใด ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ได้ให้การต่อสู้ไว้แล้วว่าค่าซ่อมแซมและค่าอะไหล่ในการซ่อมรถยนต์ดังกล่าวมีราคาอย่างสูงไม่เกิน 100,000 บาท นั้น เห็นว่า รถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียนพ-4659 สงขลา ภายหลังเกิดเหตุมีสภาพเสียหายอย่างมากตามภาพถ่ายหมาย จ.5 และ จ.19 ซึ่งตามใบเสนอราคาค่าซ่อมตามเอกสารหมาย จ.6เป็นเงินจำนวน 269,298 บาท ทั้งการที่จำเลยที่ 2 ให้การไว้ดังกล่าวจำเลยที่ 2 ก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าค่าซ่อมรถยนต์คันดังกล่าวมีราคาตามที่ให้การไว้แต่อย่างใด การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายในส่วนที่ให้200,000 บาท จึงเป็นค่าเสียหายที่สมควรแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นอย่างอื่น ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น”

 

พิพากษายืน

สรุป

ขณะก่อนเกิดเหตุ ผู้ตายขับรถด้วยความเร็ว 70-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็ตาม หากรถที่จำเลยขับไม่เสียหลักมาขวางถนนในช่องทางเดินรถของผู้ตายในระยะกระชั้นชิด เหตุเฉี่ยวชนคงจะไม่เกิดขึ้นดังปรากฏตามแผนที่เกิดเหตุแสดงให้เห็นว่าผู้ตายขับรถด้วยความระมัดระวังอย่างดีแล้วและได้พยายามหักหลบไปทางซ้าย แต่ไม่สามารถหลบได้พ้นรถเทรลเลอร์ที่จำเลยขับ พร้อมส่วนพ่วงมีความยาวทั้งหมด 11 ถึง 12 เมตร มีน้ำหนักมากทั้งสภาพเป็นทางขึ้นเนินหากจำเลยขับรถด้วยความเร็วประมาณ 30 ถึง 40กิโลเมตรต่อชั่วโมงอาจจะไม่สามารถขึ้นเนินได้ เชื่อได้ว่าจำเลยขับรถมาด้วยความเร็วสูง เมื่อห้ามล้อกะทันหันจึงเสียหลักขวางถนนเข้าไปในช่องทางเดินรถของผู้ตาย เหตุที่รถยนต์ทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาทของจำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว ผู้ตายมิได้มีส่วนร่วมประมาทด้วย