Home ความรู้ในการพัฒนาวิชาชีพทนายความ ข้อห้ามผู้เอาประกันภัยในการตกลงความรับผิด มีผลบังคับถึงค่าซ่อมรถยนต์ผู้เอาประกันภัยหรือไม่

ข้อห้ามผู้เอาประกันภัยในการตกลงความรับผิด มีผลบังคับถึงค่าซ่อมรถยนต์ผู้เอาประกันภัยหรือไม่

149
0

ข้อห้ามผู้เอาประกันภัยในการตกลงความรับผิด มีผลบังคับถึงค่าซ่อมรถยนต์ผู้เอาประกันภัยหรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2208/2518

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้เอาประกันวินาศภัย เพื่อการชดใช้ค่าเสียหายโดยสิ้นเชิงอยู่กับจำเลย โดยนำรถบรรทุกกะบะไม้หมายเลขทะเบียน น.ฐ.03444 เข้าประกันในวงเงินไม่เกิน 50,000 บาทตามกรมธรรม์รถยนต์เลขที่ 8-6212 อยู่ที่โจทก์และจำเลยคนละฉบับ โจทก์ชำระเบี้ยประกันภัยถูกต้องแล้ว เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2515 นายมะเดื่อ คนขับของโจทก์ได้ขับรถยนต์คันที่เอาประกันไปชนกับรถเมล์โดยสารของบริษัทบางแคขนส่ง จำกัด ได้รับความเสียหาย โจทก์ต้องออกเงินค่าซ่อม 8,400 บาท โจทก์ได้ติดต่อให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวจำเลยไม่ยอม จึงขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชดใช้เงิน 8,400 บาท และค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

 

จำเลยให้การว่า จำเลยได้รับประกันภัยรถยนต์คันที่โจทก์ฟ้องจริงโจทก์ผิดสัญญาประกันภัย คือรถยนต์หมายเลขทะเบียน น.ฐ.03444เกิดชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก.ท.จ. 4905 โดยที่ฝ่ายรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน น.ฐ.03444 มิได้เป็นฝ่ายจะต้องรับผิดในค่าสินไหมทดแทนต่าง ๆ อันเกิดจากรถชนกัน แต่โจทก์กลับไปทำสัญญาประนีประนอมกับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งโดยมิได้รับการยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากจำเลย เป็นการผิดสัญญาหมวดที่ 4 ข้อ 5 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ขณะเกิดเหตุรถชนกัน ลูกจ้างของโจทก์ได้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียนน.ฐ.03444 โดยเจตนาฝ่าฝืนข้อกำหนดกฎหมาย คำสั่ง และเครื่องหมายจราจร ซึ่งจำเลยไม่ต้องรับผิดตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยหมวดที่ 3ข้อ 2 ค่าซ่อมรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน น.ฐ.03444 ไม่เกิน 500 บาท

 

ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์8,400 บาท และค่าฤชาธรรมเนียม ค่าทนายความ 200 บาทแทนโจทก์

 

จำเลยอุทธรณ์

 

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมสองศาลโดยกำหนดค่าทนายความ 300 บาทแก่จำเลย

 

โจทก์ฎีกา

 

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้รับประกันรถยนต์หมายเลขทะเบียนน.ฐ.03444 ของโจทก์ในวงเงิน 50,000 บาทตามสำเนากรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.1 ในระหว่างอายุสัญญารับประกันภัย รถยนต์ดังกล่าวลูกจ้างของโจทก์ขับไปชนกับรถยนต์ของบริษัทบางแคขนส่งได้รับความเสียหาย โจทก์ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยเป็นลายลักษณ์อักษร ก่อนเกิดเหตุรถยนต์ชนกัน คนขับรถยนต์ของโจทก์ได้ขับรถไปตามถนนที่ยังไม่ได้เปิดใช้เป็นทางจราจร

 

วินิจฉัยว่า กรมธรรม์ประกันภัยหมวด 4 ข้อ 5 มีว่า “การตกลงยินยอมหรือการเสนอหรือการให้สัญญาว่าจะชดใช้เงินหรือชดใช้ค่าเสียหายประการใดก็ตามแก่บุคคลอื่นใด ผู้เอาประกันภัยหรือตัวแทนผู้เอาประกันภัยจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากบริษัทเป็นลายลักษณ์อักษร” สัญญาข้อนี้เป็นข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้เอาประกันภัยทำความตกลงหรือทำสัญญาประนีประนอมกับบุคคลภายนอก เห็นได้ว่าเพื่อเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้รับประกันภัยไม่ให้ผู้เอาประกันภัยทำสัญญาให้เป็นที่เสียหายแก่ผู้รับประกันภัยเท่านั้น หาใช่เป็นข้อยกเว้นความรับผิดของจำเลยตามกรมธรรม์ประกันภัยไม่ กรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องค่าซ่อมรถโจทก์ในคดีนี้มิได้เกี่ยวกับค่าเสียหายที่โจทก์ได้ทำสัญญาชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บุคคลอื่นโจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยได้

 

ปัญหาว่าคนขับรถของโจทก์ได้ทำการฝ่าฝืนกรมธรรม์ประกันภัยหมวดที่ 3 ข้อ 2 หรือไม่ตามสัญญาข้อ 2 มีว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดเมื่อ”อุบัติเหตุหรือวินาศภัย อันเกิดขึ้นโดยที่ผู้ขับขี่ยานยนต์คันเอาประกันภัยเจตนาจงใจฝ่าฝืนข้อกฎหมายหรือคำสั่งหรือเครื่องหมายจราจร”ดังนี้ จึงเข้าใจได้ว่าวินาศภัยที่ผู้รับประกันภัยจะไม่ต้องรับผิดในความเสียหายนั้นก็เฉพาะ แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเพราะเหตุที่ผู้ขับขี่จงใจฝ่าฝืนกฎหมายหรือคำสั่งหรือเครื่องหมายจราจรเท่านั้น ถ้าอุบัติเหตุมิได้เกิดขึ้นเพราะเหตุที่ผู้ขับขี่ยานยนต์จงใจฝ่าฝืนกฎหมายหรือคำสั่งหรือเครื่องหมายจราจรแล้ว ผู้รับประกันภัยหาอาจยกข้อสัญญาดังกล่าวขึ้นมาเป็นเหตุปัดความรับผิดของตนได้ไม่ คดีนี้ ฝ่ายจำเลยไม่ได้นำสืบไว้เลยว่าเหตุที่รถชนกันเกิดจากคนขับรถของโจทก์ทำการฝ่าฝืนกฎหมายหรือคำสั่งหรือเครื่องหมายจราจรโดยตรง ยิ่งกว่านั้นตามคำให้การต่อสู้คดีของจำเลย ข้อ 2 ก.ยังกล่าวว่า เหตุที่รถชนกันฝ่ายรถยนต์ของโจทก์ มิได้เป็นฝ่ายที่จะต้องรับผิดในค่าสินไหมทดแทน อันมีความหมายชัดเจนแล้วว่าฝ่ายคนขับรถของโจทก์มิได้เป็นผู้ต้องรับผิดในการที่เกิดรถชนกันครั้งนี้ส่วนการที่คนขับรถของโจทก์ขับรถไปในทางที่ยังไม่เปิดใช้เป็นทางจราจรนั้น ไม่ใช่เหตุให้เกิดรถชนกัน เพราะรถชนกันบนถนนส่วนที่เปิดใช้แล้วเมื่อเหตุรถชนกันมิได้เกิดจากการที่คนขับรถของโจทก์ขับรถในทางที่ยังไม่ได้เปิดใช้เป็นทางจราจร จำเลยจึงยกเหตุนี้มาเป็นข้อปัดความรับผิดของจำเลยไม่ได้

 

ปัญหาเรื่องค่าเสียหายของโจทก์ โจทก์มีเอกสารหมาย จ.2 จ.3 มาแสดงว่าได้เสียค่าซ่อมรถยนต์โจทก์ไปรวมเป็นเงิน 8,400 บาท ไม่มีข้อน่าระแวงอย่างใดว่า โจทก์ไม่ได้จ่ายเงินค่าซ่อมดังกล่าว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์จ่ายเงินค่าซ่อมรถไป 8,400 บาทจริง ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

 

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธณ์ฎีกาแทนโจทก์ด้วย โดยกำหนดค่าทนายความให้สองศาลเป็นเงิน 600 บาท

สรุป

ข้อกำหนดตามกรมธรรม์ประะกันภัยที่ว่า “การตกลงยินยอมหรือการเสนอหรือการให้สัญญาว่าจะชดใช้เงินหรือชดใช้ค่าเสียหายประการใดก็ตามแก่บุคคลอื่น ผู้เอาประกันภัยหรือตัวแทนผู้เอาประกันภัยจะกระทำมิได้เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากบริษัทเป็นลายลักษณ์อักษร” นั้น เป็นการห้ามมิให้ผู้เอาประกันภัยทำความตกลงหรือทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบุคคลภายนอก ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้รับประกันภัยไม่ให้ผู้เอาประกันภัยทำสัญญาให้เป็นที่เสียหายแก่ผู้รับประกันภัยเท่านั้น หาใช่เป็นข้อยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัยไม่เมื่อผู้เอาประกันภัยฟ้องเรียกร้องค่าซ่อมรถของตนที่เอาประกันภัยไว้ อันได้รับความเสียหายเนื่องจากชนกับรถของบุคคลอื่น มิได้เกี่ยวกับค่าเสียหายที่ผู้เอาประกันภัยได้ทำสัญญาชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บุคคลอื่น ผู้เอาประกันภัยจึงมีสิทธิเรียกร้องจากผู้รับประะกันภัยได้

กรมธรรม์ประกันภัยกำหนดว่า ผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดเมื่อ”อุบัติเหตุหรือวินาศภัย อันเกิดขึ้นโดยผู้ขับขี่ยานยนต์คันเอาประกันภัยเจตนาจงใจฝ่าฝืนข้อกำหนดกฎหมายหรือคำสั่งหรือเครื่องหมายจราจร”ย่อมหมายความว่า วินาศภัยที่ผู้รับประกันภัยจะไม่ต้องรับผิดในความเสียหาย ก็เฉพาะแต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเพราะเหตุที่ผู้ขับขี่จงใจฝ่าฝืนกฎหมายหรือคำสั่งหรือเครื่องหมายจราจรเท่านั้น การที่คนขับรถของผู้เอาประกันภัยขับรถคันที่เอาประกันภัยไปในทางที่ยังไม่เปิดใช้เป็นทางจราจร แม้จะมีเครื่องหมายของพนักงานจราจรห้ามมิให้รถเข้าไปแล่นก็ตาม แต่เมื่อการขับรถเข้าไปในทางนั้นไม่ใช่เหตุให้เกิดรถชนกัน เพราะรถชนกันบนถนนส่วนที่เปิดใช้แล้ว ผูรับประกันภัยก็จะยกเหตุดังกล่าวมาปัดความรับผิดไม่ได้