Home ความรู้ในการพัฒนาวิชาชีพทนายความ ข้อเท็จจริงในคดีอาญา ผูกพันบุคคลภายนอกในคดีแพ่งหรือไม่

ข้อเท็จจริงในคดีอาญา ผูกพันบุคคลภายนอกในคดีแพ่งหรือไม่

59
0

ข้อเท็จจริงในคดีอาญา ผูกพันบุคคลภายนอกในคดีแพ่งหรือไม่

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ ๑ ไปตามทางการที่จ้างสวนกับรถยนต์บรรทุกของนายเสลาซึ่งมีนายแตงโมเป็นคนขับ จำเลยที่ ๒ ขับโดยประมาท รถจึงกระทบกับรถซึ่งนายแตงโมเป็นผู้ขับ เป็นเหตุให้นายกาสะลอง บุตรโจทก์ ซึ่งนั่งอยู่ทางขวาของนายแตงโมตกจากรถตาย พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๒ ตามสำนวนคดีดำที่ ๙๘/๒๕๐๔ จำเลยต้องร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นค่านำศพไปเก็บ ค่าปลงศพ ค่าขาดไร้อุปการะและดอกเบี้ย ขอให้พิพากษาให้จำเลยใช้เงิน

จำเลยให้การต่อสู้คดี

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๒ ได้ถูกฟ้องทางอาญาในเรื่องเดียวกันนี้ ศาลต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญานั้นว่า จำเลยที่ ๒ กระทำการโดยประมาทด้วย (ในคดีส่วนอาญา ศาลฟังไว้ว่า นายกาสะลองตายเนื่องจากความประมาทของจำเลยที่ ๒ และนายแตงโมด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย) จำเลยที่ ๒ จึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ครึ่งหนึ่งคือ ๖,๑๐๐ บาท ทั้งนี้เพราะมิได้ฟ้องนายแตงโมด้วย ส่วนจำเลยที่ ๑ นั้นโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยที่ ๒ กระทำโดยประมาท เพื่อให้จำเลยที่ ๑ ในฐานะนายจ้างต้องร่วมกับผิดแต่จำเลยที่ ๑ นำสืบได้ว่าจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ประมาท จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ พิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงิน ๖,๑๐๐ บาทกับดอกเบี้ยแก่โจทก์ ยกฟ้องเกี่ยวกับจำเลยที่ ๑

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาว่า ๑.ตามคำพิพากษาในคดีอาญาแดงที่ ๘/๒๕๐๕ (ดำที่ ๙๘/๒๕๐๔) ศาลวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๒ แต่ฝ่ายเดียวขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้นายกาสะลองบุตรโจทก์ตาย นายแตงโมผู้ขับรถอีกคันหนึ่งมิได้ขับโดยประมาทจึงควรให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนไม่ใช่เพียงครึ่งหนึ่งคือ ๖,๑๐๐ บาท ๒.โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๑ รับผิดชอบในฐานเป็นนายจ้าง โจทก์นำสืบแต่เพียงว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนายจ้างจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๒ ขับรถไปในทางการที่จ้าง ก็เพียงพอให้จำเลยที่ ๑ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๒ แล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

๑.ในคดีอาญาแดงที่ ๘/๒๕๐๕ นั้น อัยการโจทก์ได้ระบุในฟ้องและนำสืบว่าจำเลยที่ ๒ ในคดีนี้และนายแตงโม ต่างขับรถสวนกันด้วยความประมาทจึงเกิดเหตุ และศาลก็ได้อาศัยข้อเท็จจริงนี้พิพากษาว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้คนตาย เห็นได้ว่าศาลมิได้ชี้ขาดว่าจำเลยที่ ๒ กระทำการโดยประมาทแต่ฝ่ายเดียว อัยการโจทก์ก็เป็นผู้ดำเนินคดีอาญาแทนโจทก์ในคดีนี้ ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ย่อมมีผลผูกพันโจทก์ด้วย จึงไม่มีเหตุที่เปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยที่ให้จำเลยที่ ๒ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพียงครึ่งหนึ่ง

๒.คดีนี้จำเลยที่ ๑ ได้ให้การปฏิเสธว่า จำเลยที่ ๒ มิได้กระทำการโดยประมาท โจทก์ย่อมมีหน้าที่ต้องนำสืบด้วยว่า จำเลยที่ ๒ ได้ขับรถโดยประมาท ข้อเท็จจริงในคดีอาญาแดงที่ ๘/๒๕๐๕ ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก เมื่อโจทก์ไม่นำสืบ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิด

พิพากษายืน

สรุป

ล.กับศ.ขับรถกระแทกกันเป็นเหตุให้ ม.ตกจากรถถึงแก่ความตาย อัยการได้ฟ้อง ล.เป็นคดีอาญาฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้คนตาย โดยระบุในฟ้องและนำสืบว่า ล.กับศ.ต่างขับรถสวนกันด้วยความประมาทจึงเกิดเหตุและศาลก็ได้อาศัยข้อเท็จจริงนั้นพิพากษาว่า ล.มีความผิด ดังนี้ย่อมเห็นได้ว่า ศาลมิได้ชี้ขาดว่า ล.กระทำการโดยประมาทแต่ฝ่ายเดียวและเมื่ออัยการโจทก์เป็นผู้ดำเนินคดีอาญานั้นแทนบิดาของม.ผู้ตาย ต่อมาเมื่อบิดาของผู้ตายมาฟ้อง ล.กับนายจ้างเป็นคดีแพ่งเรียกร้องให้ใช้ค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะ ข้อเท็จจริงที่ว่า ล.มิได้กระทำการโดยประมาทแต่ฝ่ายเดียวนั้น ย่อมมีผลผูกพันโจทก์ในคดีแพ่งนี้ด้วย ส่วนนายจ้างของ ล.นั้น ถ้าให้การปฏิเสธว่า ล.จำเลยมิได้ประมาท โจทก์จะต้องนำสืบด้วยว่า ล.ได้ขับรถโดยประมาท เพราะข้อเท็จจริงในคดีอาญาไม่มีผลผูกพันบุคคลภายนอก