Home ความรู้ในการพัฒนาวิชาชีพทนายความ อำนาจยึดรถของเจ้าพนักงานกรณีหลบหนีหรือไม่แสดงตัวหลังเกิดเหตุ

อำนาจยึดรถของเจ้าพนักงานกรณีหลบหนีหรือไม่แสดงตัวหลังเกิดเหตุ

114
0

อำนาจยึดรถของเจ้าพนักงานกรณีหลบหนีหรือไม่แสดงตัวหลังเกิดเหตุ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์โดยสารปรับอากาศประเภททัวร์คันหมายเลขทะเบียน 10-0805นครสวรรค์ จำเลยที่ 1 เป็นทบวงการเมือง มีฐานะเป็นกรมในรัฐบาลจำเลยที่ 2 ในฐานะดำรงตำแหน่งสารวัตรใหญ่ตำรวจทางหลวงประตูน้ำพระอินทร์ กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจทางหลวง ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองและบังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และในฐานะส่วนตัวซึ่งเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการสืบสวนและสอบสวนคดีที่เกิดขึ้นในท้องที่ของตนที่ได้รับคำสั่งแต่งตั้งมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งกับทั้งมีอำนาจปกครองดูแลเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งอยู่ภายใต้บังคับบัญชาตลอดจนปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบกฎข้อบังคับและตัวบทกฎหมายในหน่วยงานหรือส่วนราชการที่ได้รับมอบหมาย เมื่อคืนวันที่ 1 มกราคม2526 คนขับรถยนต์โดยสารของโจทก์ขับรถยนต์โดยสารปรับอากาศประเภททัวร์คันหมายเลขทะเบียน 10-0805 นครสวรรค์ ของโจทก์บรรทุกผู้โดยสารออกจากสถานีเดินรถขนส่งสายเหนือ (หมอชิต) กรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าจะไปส่งผู้โดยสารที่จังหวัดลำปางไปตามถนนสายเอเซีย เมื่อขับไปอีกประมาณ 3-4 กิโลเมตร จะถึงทางแยกเข้าอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรี-อยุธยา รถของโจทก์ได้แซงรถยนต์บรรทุกคันที่แล่นอยู่ข้างหน้าจนพ้นแล้วแล่นเข้าอยู่ในช่องทางเดินรถปกติ มีรถยนต์บรรทุกแก๊สคันหมายเลขทะเบียน 70-0209 กรุงเทพมหานคร (ที่ถูกหมายเลขทะเบียน70-0221 กาญจนบุรี) แล่นสวนมาด้วยความเร็วสูงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดและแล่นเดินทางเข้ามาเฉี่ยวตอนท้ายรถของโจทก์ เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกแก๊สเสียหลักพุ่งเข้าชนรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 10-1281 กรุงเทพมหานคร (ที่ถูกเป็นรถยนต์โดยสารปรับอากาศประเภททัวร์หมายเลขทะเบียน 10-1281 กรุงเทพมหานคร) ซึ่งแล่นตามหลังรถของโจทก์มา จำเลยที่ 2 ในฐานะสารวัตรใหญ่ตำรวจทางหลวงประตูน้ำพระอินทร์ไปนำเอารถยนต์ที่ชนกันรวมทั้งรถของโจทก์ไปเก็บไว้ที่สถานีตำรวจทางหลวงประตูน้ำพระอินทร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อดำเนินการสืบสวนและสอบสวนตามกฎหมาย ต่อมาโจทก์มีหนังสือขอรถของโจทก์คืน จำเลยที่ 2 ไม่ยอมคืนอ้างว่าโจทก์ยังมิได้มีการตกลงเรื่องค่าเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ยึดหน่วงรถของโจทก์ไว้โดยไม่มีสิทธิและอำนาจจะกระทำได้ เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทำละเมิดต่อกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนรถยนต์โดยสารคันหมายเลขทะเบียน 10-0805 นครสวรรค์แก่โจทก์ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 100,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม เพราะไม่ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบปฏิบัติของทางราชการอย่างไร หลังจากเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนกัน 4 คันนายเกษม ไทยขำ ผู้ขับรถยนต์ของโจทก์ไม่หยุดช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บหรือแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีและหลบหนีไป ร้อยตำรวจโทขันติ สุขกลิ พนักงานสอบสวนจึงยึดรถของโจทก์ไว้เป็นของกลางเพื่อดำเนินคดีนายเกษมข้อหาขับรถยนต์โดยประมาททำให้รถชนกันเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัสและทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย กับหลบหนีไม่หยุดช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บหรือแจ้งเหตุต่อพนักงานใกล้เคียง พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้วเสนอความเห็นควรฟ้องนายเกษม พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องนายเกษมในข้อหาดังกล่าวและออกหมายจับนายเกษมภายในอายุความ 10 ปี ขณะนี้ยังจับตัวนายเกษมไม่ได้ คดียังไม่ถึงที่สุดพนักงานสอบสวนมีอำนาจยึดรถของโจทก์ไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือได้ตัวนายเกษมมาลงโทษตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2526 โจทก์มีหนังสือถึงผู้บังคับการตำรวจทางหลวงขอรับรถของโจทก์คืน แต่ผู้บังคับการตำรวจทางหลวงซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสั่งไม่อนุญาต เนื่องจากโจทก์ยังมิได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในการขอคืนรถของกลางของกรมตำรวจ กล่าวคือ โจทก์ยังไม่ได้ช่วยเหลือและบรรเทาผลร้ายเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาล ค่าเสียหายจนผู้เสียหายพอใจ เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติถูกต้องโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของราชการ จำเลยทั้งสองมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่เสียหายตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์โดยสารคันหมายเลขทะเบียน 10-0805 นครสวรรค์ แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 500 บาท นับแต่วันที่2 มกราคม 2527 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะคืนรถยนต์ให้โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคสอง มีข้อความตอนหนึ่งว่า ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดรถคันที่ผู้ขับขี่หลบหนีไว้ได้จนกว่าคดีถึงที่สุดหรือได้ตัวผู้ขับขี่ โจทก์เห็นว่าความมุ่งหมายของกฎหมายดังกล่าวไม่ต้องการให้มีการยึดรถโดยเคร่งครัดกรณีให้ยึดรถไว้ได้จนกว่าคดีถึงที่สุดต้องมีความจำเป็นที่จะต้องยึดไว้เป็นพยานวัตถุเพื่อให้ศาลพิสูจน์ความผิด กรณีให้ยึดรถไว้ได้จนกว่าจะได้ตัวผู้ขับขี่ ก็เป็นเพียงเงื่อนไขในการที่จะให้ได้ตัวผู้ขับขี่มาเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ในความผิดเท่านั้นเมื่อรถยนต์ของโจทก์ไม่มีความจำเป็นตามที่กล่าวมาแล้วทั้งสองกรณีเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจก็น่าจะพิจารณาเพื่อความเป็นธรรมคืนรถยนต์ให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องกล่าวเป็นประเด็นในคำฟ้องว่าจำเลยทั้งสองยึดรถของโจทก์ไว้โดยไม่มีสิทธิและอำนาจที่จะพึงกระทำได้ โจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้องว่าเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจกระทำการยึดรถไว้โดยไม่มีความจำเป็นที่ต้องกระทำหรือไม่ จึงเป็นข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์เพิ่งยกขึ้นมาอ้างในชั้นฎีกา ไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ ฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ยึดรถของโจทก์ไว้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2526 ถ้าจะยึดไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด คดีนี้จะถึงที่สุดโดยคดีขาดอายุความ ทั้งนี้เพราะความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 วรรคแรก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ คดีจะขาดอายุความในหนึ่งปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(5) พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจยึดไว้ได้ถึงวันที่ 1 มกราคม 2527 เท่านั้นพ้นจากนี้แล้วอำนาจในการยึดรถของโจทก์ไว้ย่อมสิ้นสุดลงและจะต้องคืนรถยนต์กลับคืนให้โจทก์ทันที แต่จำเลยทั้งสองไม่คืนให้โจทก์เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2526 โจทก์กล่าวอ้างในวันที่ยื่นฟ้องนั้นว่าจำเลยทั้งสองยึดรถของโจทก์ไว้โดยไม่มีสิทธิและอำนาจจะกระทำได้ เมื่อฟังว่าในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้จำเลยทั้งสองยังมีอำนาจยึดรถของโจทก์ไว้ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 78 คือยังมีอำนาจยึดไว้ได้จนถึงวันที่ 1 มกราคม2527 การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นละเมิด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.

สรุป