Home ความรู้ในการพัฒนาวิชาชีพทนายความ เปลี่ยนช่องทางเดินรถแบบกระชั้นชิดและขับเร็วถือว่าประมาทหรือไม่

เปลี่ยนช่องทางเดินรถแบบกระชั้นชิดและขับเร็วถือว่าประมาทหรือไม่

15
0

เปลี่ยนช่องทางเดินรถแบบกระชั้นชิดและขับเร็วถือว่าประมาทหรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกา

4185/2529

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 91พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 46, 157 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ นางวรรณายื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งอย่างใด ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43แต่เป็นกรรมเดียวผิดหลายบท ลงบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291จำคุก 5 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 1 โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ที่นางวรรณาร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมนั้น ปรากฏว่าผู้ร้องเป็นพี่ร่วมบิดามารดาเดียวกับนายวินิตผู้ตาย จึงไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 46, 157 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 ซึ่งเป็นบทหนักจำคุก 5 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกหกล้อไปตามทางหลวงหมายเลข 3 จากอำเภอศรีราชาโฉบหน้าไปทางอำเภอเมืองชลบุรีตามหลังรถบรรทุกสิบล้อซึ่งจำเลยที่ 2 ป็นผู้ขับ รถที่จำเลยที่ 1 ขัลได้เกิดเหุตเฉี่ยวชนถูกกระบะข้างด้านขวาตอนท้ายของรถจำเลยที่ 2 ตรงบริเวณใกล้ทางเชื่อมที่เกิดเหตุแล้วรถจำเลยที่ 1เสียหลักแล่นไปชนรถยนต์เก๋งซึ่งนายวินิตขับแล่นมาตามถนนด้านที่รถแล่นสวนเป็นเหตุให้รถยนต์เก๋งกระเด็นไปชนรถยนต์กระบะซึ่งนายวิลาศขับตามหลังมาตกคู่ข้างถนน นายวินิตกับนายสมชายถึงแก่ความตายและมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายคนศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 2 ขับรถเปลี่ยนช่องเดินรถไปทางขวาโดยมิได้ระมัดระวังดูรถที่แล่นตามมาทางด้านขวาให้ปลอดภัยเสียก่อน การที่จำเลยที่ 2 เปลี่ยนช่องเดินรถออกไปในระยะกระชั้นชิดกับช่วงที่จำเลยที่ 1 จะขับรถแซงเช่นนี้ แม้จำเลยที่ 2จะให้สัญญาณไฟเลี้ยวหรือไม่ก็ตามก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยที่ 2 จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์และอาจใช้ความระมัดระวังได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ และการที่จำเลยที่ 1ขับตามหลังรถจำเลยที่ 2 ก็ย่อมจะต้องระมัดระวังดูรถคันข้างหน้า หากจะขับแซงก็ต้องดูให้ดีเสียก่อนว่าสามารถแซงขึ้นไปได้โดยปลอดภัย แต่จำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วสูงมาก และจะแซงรถจำเลยที่ 2 ไปในคราวเดียวกับที่แซงรถบรรทุกสิบล้ออีกคันหนึ่ง รถจำเลยที่ 1 จึงเฉี่ยวชนกับรถจำเลยที่ 2แสดงว่าจำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความประมาท ส่วนฎีกาของนางวรรณาผู้ร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์นั้น ผู้ร้องเป็นพี่ของนายวินิตผู้ตาย ไม่ใช่บุคคลที่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5(2) บัญญัติไว้ ไม่มีอำนาจร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

สรุป

จำเลยที่2ขับรถบรรทุกสิบล้อในช่องเดินรถด้านซ้ายมีรถบรรทุกสิบล้อแล่นตามหลังหนึ่งคันและรถบรรทุกหกล้อที่จำเลยที่1ขับตามมาอีกหนึ่งคันการที่จำเลยที่2ขับรถเปลี่ยนช่องเดินรถไปทางขวาอันเป็นระยะกระชั้นชิดกับช่วงที่จำเลยที่1จะขับรถแซงโดยจำเลยที่2มิได้ระมัดระวังดูรถที่แล่นตามมาทางด้านขวาให้ปลอดภัยเสียก่อนแม้จำเลยที่2จะให้สัญญาณไฟเลี้ยวหรือไม่ก็ตามและการที่จำเลยที่1ขับรถบรรทุกหกล้อด้วยความเร็วสูงมากแซงรถบรรทุกสิบล้อคันหนึ่งและจะแซงรถจำเลยที่2ในคราวเดียวกันโดยปราศจากความระมัดระวังเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถของจำเลยที่2ซึ่งเปลี่ยนช่องเดินรถออกมาทางขวาดังนี้เหตุชนกันจึงเกิดจากความประมาทของจำเลยทั้งสอง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งอย่างใดเมื่อผู้ร้องเป็นพี่ของผู้ตายจึงไม่ใช่บุคคลที่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา5(2)ไม่มีอำนาจร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้อง.