LATEST ARTICLES

ศาลฎีกาตีความการรับผิดข้อตกลงรับผิดเฉพาะรายตามกรมธรรม์ไว้อย่างไร

0

ศาลฎีกาตีความการรับผิดข้อตกลงรับผิดเฉพาะรายตามกรมธรรม์ไว้อย่างไร คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12896/2557 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 5,727 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,297 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยสละประเด็นตามข้อต่อสู้อื่น คงติดใจให้ศาลวินิจฉัยเพียงในประเด็นว่า จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 84 - 5917 นครราชสีมา ภาคสมัครใจ ประเภท 1 ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ปรากฏข้อเท็จจริงว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ต่อไป ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า เห็นควรพิจารณาคำร้องขอเข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เสียก่อน ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าสมควรอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ตามคำร้อง ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ฮ - 0815 กรุงเทพมหานคร ไว้จากจ่าสิบเอกสัญญาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งเป็นการประกันภัยภาคบังคับ ส่วนรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 84 - 5917 นครราชสีมา ไม่ได้ทำประกันภัยภาคบังคับไว้ แต่ได้ทำประกันภัยภาคสมัครใจ ประเภท 1 ไว้กับจำเลยตามกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวระบุจำนวนเงินคุ้มครองในส่วนความรับผิดต่อบุคคลภายนอกไว้ว่า ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย เฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ 250,000 บาท ต่อคน 10,000,000...

บิดา มารดา ต้องไปเฝ้าขณะที่ดูแลตัวเองไม่ได้ ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่

0

บิดา มารดา ต้องไปเฝ้าขณะที่ดูแลตัวเองไม่ได้ ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3345/2538 โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นข้าราชการตำแหน่งนักพัฒนาชุมชน 3อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0466 นครศรีธรรมราช และเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขับรถคันดังกล่าวตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 และในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1โดยเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2530 เวลากลางวัน จำเลยที่ 2ขับรถคันดังกล่าวไปตามถนนเพชรเกษม ขณะที่โจทก์ขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน พัทลุง ข-3838 แล่นอยู่ข้างหน้ารถคันที่จำเลยที่ 2 ขับและโจทก์กำลังเลี้ยวไปทางขวามือจำเลยที่ 2 ขับรถโดยประมาทชนรถจักรยานยนต์คันที่โจทก์ขับล้มลง ทำให้โจทก์ได้รับอันตรายแก่กายถึงบาดเจ็บสาหัส และรถจักรยานยนต์คันที่โจทก์ขับเสียหาย โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่ารักษาพยาบาลรวมเป็นเงิน 80,000 บาท ค่าเสียความสามารถประกอบการงานสิ้นเชิงหรือแต่บางส่วนทั้งในเวลาปัจจุบันและในเวลาอนาคตเป็นเงิน 200,000 บาท ค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินเนื่องจากโจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องทนทุกขเวทนาเป็นเงิน 200,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ไม่มีสิทธิได้รับค่าที่พักและค่าเบี้ยเลี้ยงคิดเป็นเงิน 15,365 บาท รวมค่าเสียหายเป็นเงินทั้งสิ้น 495,365 บาท จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างจึงต้องร่วมรับผิดด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินทั้งสิ้น 495,365 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ...

สิทธิไล่เบี้ยตามสัญญาประกันภัย บริษัทมีสิทธิไล่เบี้ยเอากับบุคคลภายนอกได้หรือไม่

0

สิทธิไล่เบี้ยตามสัญญาประกันภัย บริษัทมีสิทธิไล่เบี้ยเอากับบุคคลภายนอกได้หรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10348-10350/2557 คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน สำนวนแรก โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 179,687 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ร่วมกันชำระเงิน 228,500 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 144,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 1,248,338 บาท แก่โจทก์ที่ 4 และร่วมกันชำระเงิน 360,000 บาท แก่โจทก์ที่ 5 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งห้า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้เรียกห้างหุ้นส่วนจำกัด เฉลิมชัย - ณัฐพงษ์ ทัวร์ เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยที่ 3 และจำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ สำนวนที่สอง โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 416,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2...

เขียนคำร้องอย่างประชาชนที่ไม่เข้าใจกฎหมายอย่างท่องแท้ ศาลรับฟังหรือไม่

0

เขียนคำร้องอย่างประชาชนที่ไม่เข้าใจกฎหมายอย่างท่องแท้ ศาลรับฟังหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8878/2560 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 283 ทวิ, 310, 318 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางสาว น. ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 283 ทวิ, 310 ส่วนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่อร่างกายและจิตใจ ค่าเสียหายต่อความเสื่อมเสียเสรีภาพ และค่าเสียหายต่อชื่อเสียง เป็นเงิน 70,000 บาท จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 318 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี...

การฟ้องเรียกค่าเสียหายเกินวงเงินประกัน ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างไร

0

การฟ้องเรียกค่าเสียหายเกินวงเงินประกัน ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างไร โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 5,727 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,297 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยสละประเด็นตามข้อต่อสู้อื่น คงติดใจให้ศาลวินิจฉัยเพียงในประเด็นว่า จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 84 - 5917 นครราชสีมา ภาคสมัครใจ ประเภท 1 ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ปรากฏข้อเท็จจริงว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ต่อไป ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า เห็นควรพิจารณาคำร้องขอเข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เสียก่อน ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าสมควรอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ตามคำร้อง ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ฮ - 0815 กรุงเทพมหานคร ไว้จากจ่าสิบเอกสัญญาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งเป็นการประกันภัยภาคบังคับ ส่วนรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 84 - 5917 นครราชสีมา ไม่ได้ทำประกันภัยภาคบังคับไว้ แต่ได้ทำประกันภัยภาคสมัครใจ ประเภท 1 ไว้กับจำเลยตามกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวระบุจำนวนเงินคุ้มครองในส่วนความรับผิดต่อบุคคลภายนอกไว้ว่า ความเสียหายต่อชีวิต...

ยังไม่บรรรลุนิติภาวะ สามารถยื่นคำร้องขอชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้หรือไม่

0

ยังไม่บรรรลุนิติภาวะ สามารถยื่นคำร้องขอชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้หรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8056/2559 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 283 ทวิ และ 317 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายทั้งสองยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เรียกผู้เสียหายที่ 2 ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 100,000 บาท ค่าเสียหายที่ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ 100,000 บาท ค่าเสียหายต่อเสรีภาพ 100,000 บาท ค่าเสียหายที่ได้รับความทุกข์ทรมาน 200,000 บาท รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น 500,000 บาท จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง วรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีกับฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90...

หลักการตีความสัญญาประกันภัย ศาลฎีกาตีความอย่างไร

0

หลักการตีความสัญญาประกันภัย ศาลฎีกาตีความอย่างไร คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6886/2542 โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้เช่าซื้อและครอบครองรถยนต์กระบะคันหมายเลขทะเบียน 8ท - 9068 กรุงเทพมหานคร โจทก์เอาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้แก่จำเลย นับแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2536 ถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2537 เป็นการประกันภัยแบบชดใช้ค่าเสียหายโดยสิ้นเชิง ต่อมาโจทก์โอนสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์แก่นางมะพร้าว ภริยา โดยโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันการเช่าซื้อ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2537 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา นายยมหิน ลูกจ้างของโจทก์ได้ขับรถยนต์คันที่เอาประกันภัยเฉี่ยวชนกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่บริเวณสะพานข้ามคลองประปา เป็นเหตุให้นายยมหินถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุและรถยนต์คันที่เอาประกันภัยเสียหายทั้งคัน จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวน 250,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์เช่าซื้อรถยนต์คันที่เอาประกันภัยเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2536แต่เอาประกันภัยไว้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2536 ก่อนทำสัญญาเช่าซื้อโจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์โอนขายรถยนต์คันที่เอาประกันภัยแก่นางมะพร้าว เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2537 โดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบเป็นการผิดเงื่อนไขตามกรมธรรม์ สัญญาประกันภัยจึงสิ้นผล จำเลยไม่ต้องรับผิดขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยใช้เงินจำนวน 250,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ...

ค่าเสียหายต่อชีวิตร่างกาย สามารถแบ่งเฉลี่ยกันตามความเสียหายหรือไม่

0

ค่าเสียหายต่อชีวิตร่างกาย สามารถแบ่งเฉลี่ยกันตามความเสียหายหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3499/2530 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อ ชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ที่ 3 ซึ่งมีโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ขับขี่และมีนางลั่นทมนั่งซ้อนท้าย เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์เสียหาย โจทก์ที่ 2 ได้รับบาดเจ็บ และนางลั่นทมถึงแก่ความตาย ขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขับรถ จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุ ร่วมกันรับผิดในค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์และค่าสินไหมทดแทนต่อชีวิตร่างกายแก่โจทก์จำนวนรวม 347,605 บาทพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ให้การว่า เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความประมาทของโจทก์ที่ 2 ฝ่ายเดียว จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดค่าเสียหายไม่มากเท่าฟ้องทั้งจำเลยที่ 3 รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไว้โดยจำกัดความรับผิดต่อทรัพย์สินกับความเสียหายเกี่ยวกับชีวิตร่างกายของบุคคลภายนอกไว้แต่ละครั้งไม่เกิน 100,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ที่ 2 รวม...

การแบ่งเฉลี่ยตามส่วนความเสียหาย ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างไร

0

การแบ่งเฉลี่ยตามส่วนความเสียหาย ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างไร คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3499/2530   โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อ ชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ที่ 3 ซึ่งมีโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ขับขี่และมีนางลั่นทมนั่งซ้อนท้าย เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์เสียหาย โจทก์ที่ 2 ได้รับบาดเจ็บ และนางลั่นทมถึงแก่ความตาย ขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขับรถ จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุ ร่วมกันรับผิดในค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์และค่าสินไหมทดแทนต่อชีวิตร่างกายแก่โจทก์จำนวนรวม 347,605 บาทพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ให้การว่า เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความประมาทของโจทก์ที่ 2 ฝ่ายเดียว จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดค่าเสียหายไม่มากเท่าฟ้องทั้งจำเลยที่ 3 รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไว้โดยจำกัดความรับผิดต่อทรัพย์สินกับความเสียหายเกี่ยวกับชีวิตร่างกายของบุคคลภายนอกไว้แต่ละครั้งไม่เกิน 100,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ที่ 2 รวม...

บันทึกตกลงไม่ติดใจ ค่าเสียหายทางแพ่ง ฟ้องเรียกค่าเสียหายอีกได้หรือไม่

0

บันทึกตกลงไม่ติดใจ ค่าเสียหายทางแพ่ง ฟ้องเรียกค่าเสียหายอีกได้หรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9396/2555 โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้เงินค่าเสียหายรวม 968,087.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 619,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 31,200 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ แทนจำเลยทั้งสองกับให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า บันทึกการตกลงของคู่กรณีทางแพ่ง มีผลผูกพันให้จำเลยทั้งสองที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงหรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกการตกลงค่าเสียหายทางแพ่ง ซึ่งทำขึ้นก่อนบันทึกการตกลงของคู่กรณีทางแพ่ง ทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยต่างยอมรับว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความประมาทของทั้งสองฝ่าย และต่างไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายต่อกัน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความรับผิดอันใดที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองอันสืบเนื่องมาจากเหตุรถยนต์ทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันอีก จึงไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยที่ 1 จะต้องซื้อรถยนต์คันใหม่ให้แก่โจทก์ทั้งสองดังที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้าง ข้อกล่าวอ้างของโจทก์ทั้งสองขาดเหตุผลอันควรรับฟัง แม้โจทก์ทั้งสองจะอ้างว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมในการกระทำผิด แต่โจทก์ที่ 1 ก็มีส่วนร่วมในการกระทำผิดเช่นเดียวกัน ทั้งต่างก็ไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายต่อกัน โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกร้อง ค่าสินไหมทดแทนส่วนอื่นได้อีก การที่จำเลยทั้งสองยอมทำบันทึกการตกลงของคู่กรณีทางแพ่ง จำเลยทั้งสองอ้างว่าเพื่อช่วยเหลือโจทก์ให้บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด...