LATEST ARTICLES

จอดรถกลางคืน ท้ายรถล้ำเส้นโดยไม่เปิดไฟ ถือเป็นการกระทำโดยประมาทหรือไม่

0

จอดรถกลางคืน ท้ายรถล้ำเส้นโดยไม่เปิดไฟ ถือเป็นการกระทำโดยประมาทหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1466/2517 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกทะเบียน น.ฐ.01862 ซึ่งเช่าซื้อมา คนขับรถของจำเลยซึ่งไม่ทราบชื่อเพราะหลบหนีไป ได้ขับรถดังกล่าวไปจอดไว้บนถนนมิตรภาพในท้องที่ตำบลบางหว้า ด้วยความประมาท โดยจอดไว้ข้างถนนด้านซ้ายให้ท้ายรถยื่นออกไปบนผิวจราจรและในเวลากลางคืน ไม่ได้จุดโคมไฟข้างหน้าและข้างหลังรถ ไม่มีสัญญาณไฟหรือเครื่องหมายใด ๆ เป็นเหตุให้คนขับรถของโจทก์ซึ่งขับไปตามถนนมิตรภาพในเวลากลางคืนไม่เห็นว่ามีรถจอดอยู่ ได้ชนท้ายรถบรรทุกของจำเลย ทำให้รถของโจทก์เสียหายจำเลยเป็นนายจ้างของคนขับรถซึ่งกระทำในทางการที่จ้าง ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ 17,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยให้การว่าเหตุที่เกิดขึ้น เกิดจากความประมาทของคนขับรถโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์ตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ลักษณะที่รถจำเลยจอดอยู่นั้น ได้ความตามคำพยานโจทก์ที่นั่งไปในรถโจทก์ในคืนเกิดเหตุ และร้อยตำรวจโทศรี ฉัตรเมืองปัก พนักงานสอบสวนผู้ไปดูสถานที่เกิดเหตุว่ารถจำเลยจอดที่ริมถนนด้านซ้าย หัวรถหันไปทางจังหวัดขอนแก่น ท้ายรถด้านขวาล้ำออกไปในผิวจราจรประมาณ 1 เมตร ยังเหลือผิวจราจรอีก 6 เมตร ซึ่งรถสามารถแล่นสวนกันได้ ที่รถไม่มีเครื่องหมายใด ๆ ที่แสดงว่ามีรถจอดอยู่ รถโจทก์จึงชนท้ายรถจำเลยส่วนที่ล้ำออกไป การจอดรถล้ำผิวจราจรในเวลากลางคืนโดยไม่มีเครื่องหมายแสดงให้เห็นเช่นนี้ เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2477 มาตรา 23 ที่ใช้อยู่ในขณะเกิดเหตุ ซึ่งบัญญัติว่า "เวลากลางคืนรถใดจอดในทาง ณ ที่ซึ่งไม่มีแสงสว่างส่องไปถึงรถนั้นให้เห็นได้ในระยะไกลห้าสิบเมตร ต้องเปิดหรือจุดไฟให้มีแสงพอให้เห็นว่ารถนั้นจอดอยู่" อันเป็นบทบัญญัติเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่บุคคลอื่น และการปฏิบัติตามกฎหมายนี้ย่อมเป็นหน้าที่ของผู้ขับรถ โดยไม่จำต้องคำนึงว่าจะมีผู้อื่นมาช่วยเหลือในการจอดรถนั้นหรือไม่ ฉะนั้น ข้อที่ว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจเป็นผู้ช่วยลากรถของจำเลยที่เพลารถขาดจอดขวางทางจราจรไปแอบไว้ข้างทาง จะเป็นประเด็นหรือไม่ และเป็นความจริงหรือไม่...

เลี้ยวขวาตัดหน้ารถคันอื่น ถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทหรือไม่

0

เลี้ยวขวาตัดหน้ารถคันอื่น ถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3557/2531 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 91พระราชบัญญัติ จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 78, 157, 160จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43, 78, 157, 160 รวม 1 กระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 อันเป็นบทหนัก จำคุก 2 เดือนและปรับ 2,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือนและปรับ1,000 บาท รอการลงโทษจำคุก 1 ปี โจทก์อุทธรณ์ขอให้เรียงกระทงลงโทษและไม่รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78, 160อีกกระทงหนึ่งจำคุก 2 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 1 เดือนสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา...

กลับรถในขณะมีระยะไม่ปลอดภัย ถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทหรือไม่

0

กลับรถในขณะมีระยะไม่ปลอดภัย ถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 112/2542 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานายสมศักดิ์ ช้อยเชื้อดี กับนายคำเขียน ชาติโยผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้เรียกนายสมศักดิ์เป็นโจทก์ร่วมที่ 1 นายคำเขียนเป็นโจทก์ร่วมที่ 2 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4), 157 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 5ธ-9506 กรุงเทพมหานคร เลี้ยวขวาตัดผ่านช่องเดินรถที่ 1 ไปช่องเดินรถที่ 2 และไปถึงเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเพื่อกลับรถก็ถูกรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 8ฟ-8447 ขับโดยนายสมศักดิ์ ช้อยเชื้อดี โจทก์ร่วมที่ 1และมีนายคำเขียน ชาติโย โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นผู้ซ้อนท้ายแล่นตามหลังมาในช่องเดินรถที่ 2...

ขับแซงรถในที่ขับขัน ถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทหรือไม่

0

ขับแซงรถในที่ขับขัน ถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 51/2541 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 46(4), 78, 157, 160 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายอุทิศ ทัพแสง ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43, 46(4), 78, 157, 160 (ที่ถูก 160 วรรคแรก)เป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 300อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 1 ปี ฐานหลบหนีไม่แจ้งเหตุจำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 2 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวในฟ้อง จำเลยได้ขับรถยนต์โดยสารคันหมายเลขทะเบียน 10-1626 สุรินทร์ ชนรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 10-2857 ขอนแก่น แล้วรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวได้แล่นเข้าชนรถยนต์กระบะคันหมายเลขทะเบียน...

เปลี่ยนช่องทางเดินรถแบบกระชั้นชิดและขับเร็วถือว่าประมาทหรือไม่

0

เปลี่ยนช่องทางเดินรถแบบกระชั้นชิดและขับเร็วถือว่าประมาทหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกา 4185/2529 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 91พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 46, 157 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ นางวรรณายื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งอย่างใด ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43แต่เป็นกรรมเดียวผิดหลายบท ลงบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291จำคุก 5 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 1 โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ที่นางวรรณาร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมนั้น ปรากฏว่าผู้ร้องเป็นพี่ร่วมบิดามารดาเดียวกับนายวินิตผู้ตาย จึงไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 46, 157 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 ซึ่งเป็นบทหนักจำคุก 5 ปี ยกฟ้องจำเลยที่...

การใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมในสัญญาประกันชีวิต  กรณี ไม่เปิดเผยความจริงเกี่ยวกับสุขภาพ จะมีผลเมื่อใด ?

0

การใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมในสัญญาประกันชีวิต  กรณี ไม่เปิดเผยความจริงเกี่ยวกับสุขภาพ จะมีผลเมื่อใด ? บทกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นนี้คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๖๕ ถ้าในเวลาทำสัญญาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยก็ดี หรือในกรณีประกันชีวิต บุคคลอันการใช้เงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของเขานั้นก็ดี รู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงซึ่งอาจจะได้จูงใจผู้รับประกันภัยให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นอีกหรือให้บอกปัดไม่ยอมทำสัญญา หรือว่ารู้อยู่แล้วแถลงข้อความนั้นเป็นความเท็จไซร้ ท่านว่าสัญญานั้นเป็นโมฆียะ ถ้ามิได้ใช้สิทธิบอกล้างภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันที่ผู้รับประกันภัยทราบมูลอันจะบอกล้างได้ก็ดี หรือมิได้ใช้สิทธินั้นภายในกำหนดห้าปีนับแต่วันทำสัญญาก็ดี ท่านว่าสิทธินั้นเป็นอันระงับสิ้นไป   การใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมของผู้รับประกันภัยในสัญญาประกันชีวิต กรณีที่ผู้เอาประกันภัยไม่เปิดเผยความจริงเกี่ยวกับสุขภาพนั้น จะมีผลเมื่อใด กรณีไม่เปิดเผยข้อความจริงเกี่ยวกับสุขภาพดังกล่าว ซึ่งหากผู้รับประกันภัยทราบมาก่อนอาจปฏิเสธไม่ทำสัญญา หรือเรียกเบี้ยประกันภัยให้สูงขึ้นได้นั้น 🧮 ต่อมาหากผู้รับประกันภัยได้ทราบมูลอันอาจจะใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว จะต้องใช้สิทธิบอกล้างภายในกำหนด 1️เดือน นับแต่วันที่บุคคลใดทราบระหว่าง เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสินไหมผู้รับเอกสารประวัติการรักษาของผู้เอาประกันภัยจากโรงพยาบาล หรือ สำนักงานสาขาของผู้รับประกันภัยซึ่งเป็นต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว หรือ สำนักงานใหญ่ของผู้รับประกันภัย ก่อนทำสัญญาประกันชีวิต แต่ละเว้นไม่เปิดเผยข้อความจริงเกี่ยวกับสุขภาพที่อาจจะจูงใจให้ผู้รับประกันภัยปฏิเสธไม่ทำสัญญาหรือเรียกเบี้ยประกันภัยให้สูงขึ้นนั้น แม้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสินไหมจะได้รับเอกสารสำเนาบันทึกประวัติการรักษาของผู้เอาประกันภัยไว้ก่อนแล้วก็ตาม แต่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสินไหมดังกล่าวมิได้เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน หรือเป็นตัวแทนของผู้รับประกันภัยแต่อย่างใด และการที่สำนักงานสาขาของผู้รับประกันภัยซึ่งเป็นต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวจะต้องส่งเอกสารไปยังสำนักงานใหญ่ของผู้รับประกันภัยเพื่อพิจารณานั้น ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าสำนักงานสาขาดังกล่าวไม่มีอำนาจบอกล้างสัญญาได้ สิทธิบอกล้างสัญญาประกันชีวิตภายในกำหนด 1️เดือน จึงต้องนับจากวันที่สำนักงานใหญ่ทราบข้อมูลอันจะบอกล้างได้ ซึ่งเป็นวันที่ได้รับรายงานความเห็นจากสำนักงานสาขาของผู้รับประกันภัย การประกันชีวิต (Life Insurance) หมายถึง การประกันภัยที่การจ่ายเงินอาศัยการทรงชีพ หรือการมรณะของบุคคลเป็นเหตุในการจ่าย โดยการเฉลี่ยภัยซึ่งกันและกันที่เกิดขึ้นกับบุคคลหนึ่งไปยังบุคคลอื่นๆ ที่อยู่ในลักษณะการเสี่ยงภัยประเภทเดียวกันและร่วมกัน เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับบุคคลที่สูญเสียชีวิต       คำพิพากษาศาลฎีกาที่เป็นตัวอย่างให้ศึกษา มีดังต่อไปนี้  คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๙/๒๕๖๒ จำเลยรับว่าทำสัญญาประกันชีวิตจริง แต่กล่าวอ้างว่าสัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆะเพราะ ค. ผู้เอาประกันภัยมารดาโจทก์ปกปิดข้อมูลไม่เปิดเผยข้อความจริงให้จำเลยทราบว่ามีสุขภาพไม่สมบูรณ์เจ็บป่วยด้วยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคดีซ่าน และโรคมะเร็งท่อน้ำดี มาก่อนทำสัญญาประกันชีวิตโดยแจ้งว่ามีสุขภาพดีภายในระหว่าง 3 ปี...

อายุความบอกล้างสัญญาประกันภัย ( ประกันชีวิต )?

0

อายุความบอกล้างสัญญาประกันภัย ( ประกันชีวิต )? บทกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นนี้คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๖๕ ถ้าในเวลาทำสัญญาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยก็ดี หรือในกรณีประกันชีวิต บุคคลอันการใช้เงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของเขานั้นก็ดี รู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงซึ่งอาจจะได้จูงใจผู้รับประกันภัยให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นอีกหรือให้บอกปัดไม่ยอมทำสัญญา หรือว่ารู้อยู่แล้วแถลงข้อความนั้นเป็นความเท็จไซร้ ท่านว่าสัญญานั้นเป็นโมฆียะ ถ้ามิได้ใช้สิทธิบอกล้างภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันที่ผู้รับประกันภัยทราบมูลอันจะบอกล้างได้ก็ดี หรือมิได้ใช้สิทธินั้นภายในกำหนดห้าปีนับแต่วันทำสัญญาก็ดี ท่านว่าสิทธินั้นเป็นอันระงับสิ้นไป   การใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมของผู้รับประกันภัยในสัญญาประกันชีวิต กรณีที่ผู้เอาประกันภัยไม่เปิดเผยความจริงเกี่ยวกับสุขภาพนั้น จะมีผลเมื่อใด กรณีไม่เปิดเผยข้อความจริงเกี่ยวกับสุขภาพดังกล่าว ซึ่งหากผู้รับประกันภัยทราบมาก่อนอาจปฏิเสธไม่ทำสัญญา หรือเรียกเบี้ยประกันภัยให้สูงขึ้นได้นั้น 🧮 ต่อมาหากผู้รับประกันภัยได้ทราบมูลอันอาจจะใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว จะต้องใช้สิทธิบอกล้างภายในกำหนด 1️เดือน นับแต่วันที่บุคคลใดทราบระหว่าง เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสินไหมผู้รับเอกสารประวัติการรักษาของผู้เอาประกันภัยจากโรงพยาบาล หรือ สำนักงานสาขาของผู้รับประกันภัยซึ่งเป็นต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว หรือ สำนักงานใหญ่ของผู้รับประกันภัย ก่อนทำสัญญาประกันชีวิต แต่ละเว้นไม่เปิดเผยข้อความจริงเกี่ยวกับสุขภาพที่อาจจะจูงใจให้ผู้รับประกันภัยปฏิเสธไม่ทำสัญญาหรือเรียกเบี้ยประกันภัยให้สูงขึ้นนั้น แม้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสินไหมจะได้รับเอกสารสำเนาบันทึกประวัติการรักษาของผู้เอาประกันภัยไว้ก่อนแล้วก็ตาม แต่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสินไหมดังกล่าวมิได้เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน หรือเป็นตัวแทนของผู้รับประกันภัยแต่อย่างใด และการที่สำนักงานสาขาของผู้รับประกันภัยซึ่งเป็นต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวจะต้องส่งเอกสารไปยังสำนักงานใหญ่ของผู้รับประกันภัยเพื่อพิจารณานั้น ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าสำนักงานสาขาดังกล่าวไม่มีอำนาจบอกล้างสัญญาได้ สิทธิบอกล้างสัญญาประกันชีวิตภายในกำหนด 1️เดือน จึงต้องนับจากวันที่สำนักงานใหญ่ทราบข้อมูลอันจะบอกล้างได้ ซึ่งเป็นวันที่ได้รับรายงานความเห็นจากสำนักงานสาขาของผู้รับประกันภัย การประกันชีวิต (Life Insurance) หมายถึง การประกันภัยที่การจ่ายเงินอาศัยการทรงชีพ หรือการมรณะของบุคคลเป็นเหตุในการจ่าย โดยการเฉลี่ยภัยซึ่งกันและกันที่เกิดขึ้นกับบุคคลหนึ่งไปยังบุคคลอื่นๆ ที่อยู่ในลักษณะการเสี่ยงภัยประเภทเดียวกันและร่วมกัน เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับบุคคลที่สูญเสียชีวิต   อายุความบอกล้างสัญญาประกันภัยตอนแรกของมาตรา ๘๖๕ วรรคสองนั้นหมายถึงว่า ผู้รับประกันภัยต้องใช้สิทธิบอกล้างภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันที่ผู้รับประกันภัยทราบมูลอันจะบอกล้างได้   คำพิพากษาศาลฎีกาที่เป็นตัวอย่างให้ศึกษา มีดังต่อไปนี้  คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๖๑๒/๒๕๕๐ แม้ ป.พ.พ. มาตรา 865 วรรคสอง จะให้สิทธิผู้รับประกันภัยบอกล้างโมฆียะกรรมได้แต่สัญญาประกันชีวิตเป็นนิติกรรมสองฝ่าย การบอกล้างโมฆียะกรรมต้องแสดงเจตนาแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นบุคคลที่มีตัวกำหนดได้แน่นอนตาม ป.พ.พ....

การโอนสิทธิประกันภัย ต้องทำเป็นหนังสือหรือไม่

0

กรณีการบอกกล่าวการโอน(ประกันภัย ) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๘๗๕  ต้องทำเป็นหนังสือหรือไม่  ? บทกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๗๕  ถ้าวัตถุอันได้เอาประกันภัยไว้นั้น เปลี่ยนมือไปจากผู้เอาประกันภัยโดยพินัยกรรมก็ดี หรือโดยบัญญัติกฎหมายก็ดี ท่านว่าสิทธิอันมีอยู่ในสัญญาประกันภัยก็ย่อมโอนตามไปด้วย ถ้าในสัญญามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เมื่อผู้เอาประกันภัยโอนวัตถุที่เอาประกันภัยและบอกกล่าวการโอนไปยังผู้รับประกันภัยไซร้ ท่านว่าสิทธิอันมีอยู่ในสัญญาประกันภัยนั้นย่อมโอนตามไปด้วย อนึ่ง ถ้าในการโอนเช่นนี้ช่องแห่งภัยเปลี่ยนแปลงไปหรือเพิ่มขึ้นหนักไซร้ ท่านว่าสัญญาประกันภัยนั้นกลายเป็นโมฆะ   กรณีตามมาตรา ๘๗๕ วรรค ๑ เป็นเรื่องวัตถุที่เอาประกันภัยเปลี่ยนมือไปจากผู้เอาประกันภัย  โดยพินัยกรรมหรือโดยกฎหมาย  ส่วนกรณีตามมาตรา ๘๗๕  วรรค ๒ เป็นเรื่องผู้เอาประกันภัยโอนวัตถุที่เอาประกันภัยโดยนิติกรรม   แต่อย่างไรก็ตาม   การเปลี่ยนมือตามมาตรา ๘๗๕ วรรค ๑ และการโอนตามมาตรา ๘๗๕  วรรค ๒  หมายถึงการเปลี่ยนมือหรือการโอนไปยังกรรมสิทธิ์ ในวัตถุที่เอาประกันภัย  หรืออาจจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือทำให้กรรมสิทธิ์เปลี่ยนมือไปหรือโอนกรรมสิทธิ์ไปเป็นของผู้อื่น  แต่จากประเด็นข้างต้นมิใช่การโอนวัตถุที่เอาประกันภัย   คำพิพากษาศาลฎีกาที่เป็นตัวอย่างให้ศึกษา ดังนี้คือ   คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๓๑๐/๒๕๒๐ รถยนต์ที่เจ้าของเอาประกันภัยค้ำจุนไว้ได้โอนมาเป็นของจำเลยที่ 2 และได้บอกกล่าวผู้รับประกันภัยแล้ว ผู้รับประกันภัยต้องรับผิดในกรณีที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ การบอกกล่าวไม่ต้องทำเป็นหนังสือหรือจดลงในกรมธรรม์     คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๖๓/๒๕๓๒ เมื่อผู้เอาประกันรถยนต์ได้บอกกล่าวการโอนรถที่เอาประกันภัยไว้กับผู้รับประกันภัยให้แก่ตัวแทนของผู้รับประกันภัยทราบแล้ว แม้จะเป็นการบอกกล่าวด้วยวาจาก็ถือว่าผู้รับประกันภัยทราบแล้วเช่นเดียวกัน สิทธิอันมีอยู่ในสัญญาประกันย่อมโอนตามไปยังผู้รับโอนรถยนต์ด้วยตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 875 วรรคสอง ผู้รับประกันภัยจึงต้องร่วมรับผิดตามสัญญาประกันภัยนั้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๗๕๔/๒๕๓๙ การที่บริษัทเอผู้ขายและผู้เอาประกันภัยสินค้าที่ขนส่งทางทะเลได้รับชำระราคาสินค้านั้นแล้วได้ส่งใบตราส่ง ใบกรมธรรม์ประกันภัย ใบกำกับสินค้าและใบรายการบรรจุหีบห่อไปให้บริษัทบี ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาของบริษัทเอว่าประสงค์จะโอนสินค้าซึ่งเป็นวัตถุที่เอาประกันภัยไปให้บริษัทบีแล้ว และเมื่อปรากฎว่าสินค้าที่ขนส่งได้รับความเสียหาย...

เลี้ยวขวากลับรถในช่องห้ามกลับ ถือเป็นการกระทำโดยประมาทหรือไม่

0

เลี้ยวขวากลับรถในช่องห้ามกลับ ถือเป็นการกระทำโดยประมาทหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 659/2539 โจทก์ ฟ้อง ขอให้ บังคับ จำเลย ทั้ง สอง ชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนแก่ โจทก์ คือ ค่ารักษาพยาบาล เป็น เงิน 125,287 บาท และ ดอกเบี้ยค่า ใส่ เอ็นเทียม 60,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ 34,600 บาท ค่าทดแทน30,000 บาท และ ค่าขาดประโยชน์ ที่ โจทก์ ไม่สามารถ ปฎิบัติงาน ได้ตาม ปกติ เดือน ละ 1,000 บาท จนกว่า โจทก์ จะ มี อายุ ครบ 60 ปี จำเลย ทั้ง สอง ให้การ ว่า เกิดจาก ความประมาท ของ โจทก์ เอง ศาลชั้นต้น...

ขับรถหลวงนอกเวลาราชการ เกิดอุบัติเหตุ หน่วยงานต้องร่วมรับผิดหรือไม่

0

ขับรถหลวงนอกเวลาราชการ เกิดอุบัติเหตุ หน่วยงานต้องร่วมรับผิดหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1001/2514 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๒ มีหน้าที่ขับรถยนต์เลขทะเบียน ก.ท.พ. ๔๘๖๒ ของจำเลยที่ ๒ ได้ขับรถดังกล่าวไปตามทางการที่จ้างด้วยความประมาท เป็นเหตุให้ชนโจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย สำหรับจำเลยที่ ๑ ส่งหมายเรียกให้ไม่ได้ และโจทก์ไม่แถลงต่อศาลว่าจะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๑ หรือไม่ ศาลจึงสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะตัว จำเลยที่ ๒ ต่อสู้ว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ใช่ลูกจ้าง และมีหน้าที่ขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ไม่เคยสั่งหรือมอบหมายให้จำเลยที่ ๑ ไปกระทำการตามทางการที่จ้าง เกิดเหตุเป็นเวลาค่ำคืนนอกเวลาราชการไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องใช้จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์ไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ ๒ ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเกินความจริง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ ๑๐,๕๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้วเฉพาะอัตราดอกเบี้ย โดยให้จำเลยที่ ๒ เสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปี นอกนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๒ ฎีกา ข้อแรก จำเลยที่ ๒...